วันละเรื่อง : American History 101 'Boston Tea Party' หนึ่งในจุดเริ่มต้น การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่สู่การเป็นอเมริกา - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Sunday, March 21, 2021

วันละเรื่อง : American History 101 'Boston Tea Party' หนึ่งในจุดเริ่มต้น การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่สู่การเป็นอเมริกา

หากพูดถึงการปฏิวัติ แน่นอนว่ามีเหตุการณ์ดังๆ อยู่หลายเหตุการณ์ ไม่ว่าจะอังกฤษ ฝรั่งเศส หนึ่งในนั้นคือสหรัฐอเมริกา ที่มักถูกกล่าวขานถึงการปฏิวัติอยู่บ่อยครั้ง หนึ่งในนั้นคือ 'Boston Tea Party' บางคนอาจเข้าใจบ้างว่าคือการลุกขึ้นมาประท้วงของรัฐ Massachusetts (เป็นรัฐที่ออกเสียงเหนื่อย แต่สะกดภาษาอังกฤษคือเหนื่อยกว่าว่า s กี่ตัว t กี่ตัว) และนำพาให้เกิดการปฏิวัติจนอเมริกาได้เอกราชในที่สุด แต่ก่อนจะปฏิวัติได้ เราก็ควรเข้าใจในในจุดเริ่มต้นของมันสักนิด จึงเกิดการอ่านอย่างจริงจัง และพบว่ามันน่าสนใจจนอยากให้หลายคนได้ไปอ่านเต็มๆ เลยทีเดียว

ก่อนจะเกิดปฏิวัติ ต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมอเมริกาถูกปกครองโดยประเทศอังกฤษ และถูกแบ่งเป็นรัฐ เป็นเมืองแยกกันไป อังกฤษก็ส่งพวกขุนนางเข้ามาปกครองอีกที แต่จริงๆ แล้วก่อนหน้านั้นอเมริกาเคยมีทั้งชาวสเปน ชาวดัชท์เข้ายึดครอง แล้วมีการตีกันไปกันมาตามยุคสมัยล่าอาณานิคมนั่นแหละ แต่สุดท้ายอังกฤษก็ได้ครองครอง และเรียกเก็บภาษีจากอเมริกาในฐานะเมืองขึ้นตามปกติ 


เหตุการณ์ไม่ปกติเริ่มขึ้นเมื่อช่วงนั้นอังกฤษมีสงครามที่ยาวนาน การเงินฝืดเคือง จึงได้เกิด Townshend Acts ที่จะเก็บภาษีจากสินค้าทั่วไป เช่น ตะกั่ว แก้ว กระดาษ และชา เริ่มมีการให้ประเทศในอาณานิคมนำเข้าสินค้าจากอังกฤษเท่านั้น และชาก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกบังคับในอเมริกา ไม่ให้ซื้อจากดินแดนอื่นๆ และขึ้นภาษีอย่างมาก เกิด Tea Acts ตามมาอีก รวมถึงเมื่อมีการขึ้นภาษีเริ่มมีความไม่พอใจ อเมริกาเองได้มีตัวแทนแต่ละเมืองและต้องการให้มีผู้แทนเข้าไปนั่งในสภาอังกฤษ และร่วมออกเสียงด้วย แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์นั้น จากหลายๆ สาเหตุทำให้เกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลอังกฤษจนเกิดเหตุการณ์สำคัญอย่าง Boston Tea Party ขึ้นมา


เหล่าผู้แทนในแต่ละรัฐเริ่มมีการรวมตัว ประชุมกันอย่างลับๆ เพื่อต่อต้านรัฐบาลอังกฤษ ต่อต้าน Tea Acts ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์การต่อต้านมาบ้าง แต่มันปะทุเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1773 ที่ได้มีการวางแผนให้กลุ่มคนปลอมตัวเป็นชนพื้นเมือง (Mohawks) ขึ้นไปบนเรือของ British East Indian Company และเทใบชาทิ้งลงในทะเล สูญเสียเป็นมูลค่ากว่าหมื่นปอนด์ในราคาช่วงนั้น ถ้าตีค่าเงินช่วงนี้ตกประมาณ 1.7 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ


หลังจากนั้นจึงเกิดการต่อต้านขึ้นมาอย่างชัดเจน อังกฤษมีการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหาย ทางอเมริกานำโดย Benjamin Franklin ได้บอกให้ทาง East Indian Company เป็นผู้รับผิดชอบ และมีการเกิดขึ้นของ Intolerable Acts อังกฤษมีการควบคุมปิดท่าเรือ อเมริกาเองก็ไม่ยอมที่เริ่มมีทหารมาคุม เกิดการต่อสู้ โดยนายพลผู้นำทัพฝั่งอเมริกาก็คือ George Washington ที่ภายหลังกลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา คนแรกมีการรวมกลุ่มเพื่อฝึกทหารในการรบ วางแผนขโมยยุทโธปกรณ์ต่างๆ พื่อตัดกำลังฝั่งอังกฤษ

การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน ในขณะนั้นเองอเมริกาก็สูญเสียทหารไม่มากมาย เพราะสู้กับฝั่งอังกฤษที่ส่งทหารมาเรื่อยๆ ไม่ไหว มีการต่อสู้ลากยาวมาตั้งแต่พื้นที่ด้านบนอย่างรัฐแมซาชูเซท ลงมานิวยอร์ก ไปจนถึงเดลาแวร์ และในขณะเดียวกัน รัฐทั้ง 12 ได้ทำการตกลง และร่วมร่างคำประกาศอิสรภาพ (Declaration of Independence) โดยมีสภาและกรรมการ หรือ Committee of Five ได้แก่ Thomas Jefferson, John Adams, Benjamin Franklin, Roger Sherman and Robert Livingston และประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม 1773 ที่เมือง Philladelphia ซึ่งสงครามระหว่างอเมริกากับอังกฤษ ยังคงดำเนินต่อไป

การสู้รบยาวนานจนถึงปี 1783 ที่ได้มีการเซ็นสัญญาสงบศึกที่ปารีส ที่เรียกว่า The Treaty of Paris เห็นได้ชัดว่าการกว่าจะได้มาซึ่งเอกราชและประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบของสหรัฐอเมริกาในทุกวันนี้ ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ในการเรียกร้องและต่อสู้ อเมริกาสูญเสียกำลังไปกว่า 7 พันคนตลอดสงครามครั้งนี้ แต่สุดท้ายมันคุ้มค่าแค่ไหนสำหรับดินแดนที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพที่แท้จริง และการปฏิวัติของอเมริกาครั้งนี้เองทำให้เกิดต้นแบบของการปฏิวัติในฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันอย่างตามมาในปี 1789

                ---- still sleepy in the library ----

No comments:

Post a Comment