ประสบการณ์แรก [Work & Travel] 'KJ vs The Very African-American guys' - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Tuesday, September 3, 2019

ประสบการณ์แรก [Work & Travel] 'KJ vs The Very African-American guys'

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ การไป Work & Travel ตามสมัยนิยมของเด็กรุ่นราวคราวฉัน

จะขอข้ามเรื่องราวความเป็นไปของการไปครั้งนี้ไปก่อน แต่จะมาเล่าถึงโมเมนต์ของการทำงานท่ามกลางเมืองคนผิวสี (คนดำ คนอะไรก็เอาเถอะ กลัวว่าจะดูหยาบคาย Racism แต่เอาจริง มันเรียกง่ายนะ และใจเราไม่ Rasist จริง....จริ๊งงงง)

แรกเริ่มเดิมที งานที่สมัครไปเป็น Dunkin Donuts สาขาในหนึ่ง ในเมืองชายทะเล ใกล้ๆ นิวยอร์ค แต่บอกเลยก็ได้ เมือง Belmar รัฐ NJ (ไม่รู้ฉันจะซับซ้อนเยอะส่ิงทำไม) พอไปถึงตามธรรมเนียมคือ อ้าว เต็ม เต็ม เต็ม !!! มีกัน 4 คน ได้ทำที่สาขาจริงแค่คนเดียว  อีเจ้าของ มันมีร้านหลายที่ หลายเมือง เราก็ไม่เคยรู้มาก่อน รู้ก็ตอนไปถึงนั่นแหละ

มาตรฐานการพาไปหาผู้จัดการร้านครั้งแรกก็คือ คนดูแล ขับรถพา 4 คนไปหย่อนๆๆๆ ตามสาขาต่างๆ แล้วก็ให้เลือกว่าใครจะทำ ไอ้เราก็สวย นางงาม สาขานี้อยู่ไกล ต้องนั่งรถไฟมา 2 สถานี ก็ยอมเสียสละมาก็ได้วะ เจอผู้จัดการร้านก็ดีงามด้วย ก็เลยยอมๆ

แต่พอกลับมาถึงห้อง เสิร์จกูเกิ้ล ทำความรู้จักเมืองข้างๆ ที่ต้องไปทำ

โอ้ว มาย ก้อดดดดดดดด


มันสแกรี่ แอนด์ เวรี่อะเฟรดดึ มากกกกกกกกกก

" Asbury Park "

คือเมืองที่ระบุว่าคนดำอยู่มากกว่า 50%
มันถูกเขียนถึงด้านความปลอดภัยไว้ต่ำมากกกกก (แม้จะไม่มากที่สุด)

มันคือเมืองคนผิวสี ที่เราคุ้นชินกับภาพในโทรทัศน์ ละคร หนัง มันน่ากลัว มันแร๊พโย่ว มันฟังไม่รู้เรื่อง มันต้องกรีดร้องงงงงงงงงงง และที่สำคัญต้องทำงานกะดึก 1 ทุ่ม - ตี 2 ..... เดี๋ยวนะ !

ยังจำได้ ทำกะแรก วันแรก 4 โมงเย็น - 4 ทุ่ม ... แทบร้องไห้กลางร้าน


ตัวคนเดียว กับสกิลภาษาอังกฤษที่พอถูไถ และเพื่อนร่วมกะ คนดำ 2 คน Tashawn กับ ใครอีกสักคน ที่จำชื่อไม่ได้ เพราะไม่อยากจำ

เร่ิมต้นด้วยการสอนงาน 1 นาทีของ Stefan ผู้จัดการร้าน
สิ่งที่จำได้คือ กดปุ่ม กดปุ่ม กดปุ่ม กดปุ่ม ให้ดู.....แล้วให้ไปรับออเดอร์ลูกค้าเลยค่ะ
เดี๋ยวนะ! เดี๋ยว! สั่งมาตอนนั้นยังฟังไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าอะไร รู้แค่กาแฟ  บลา บลา บลา


ขอโทษค่ะ ช่วยสั่งแค่ Iced Coffee / Hot Coffee ไม่ได้หรือไง นางมีการพิถีถันน้ำตาล และครีม ในลูกค้าแทบทุกราย โดนัทอีกสิบแบบที่ชื่อเรียกต่างกัน และขนมฟัง ครัวซอง wrap แซนวิช บลาๆๆๆๆ แถมนอกจากความเยอะของเมนูในร้าน นี่มัน Asbury Park ค่ะ มันมีแต่ลูกค้าคนดำ 90% ค่ะ , นี่สั่งหรือร้องเพลงแร๊พกันคะ ฉันไม่เข้าใจสักคำเดียว

แต่ Tashawn คือคนที่เจอฉันตั้งแต่ก้าวเข้ามา และถูก Stefan ฝากฝังให้ดูแล นางน่ารักมากถึงมากที่สุด นางทำให้ความคิดเรื่องคนดำเปลี่ยนไปทุกสิ่งจริงๆ หลังฉันสงสัยและถามทุกอย่าง นางตอบทุกอย่าง 'อย่างดี' ตั้งแต่เรื่อง lighten sweet คือเหี้ยอะไร? หรือกระทั่งเปิดน้ำก๊อกที่เด็กไทยโง่ๆ ที่ไม่เคยเจอก๊อกน้ำแบบอเมริกาจะเปิดเป็น / เปิดฝา เติมทิชชู่ / เปลี่ยนป้ายเมนู (รายการการทำงาน เดี๋ยวจะมาลิสต์อีกครั้ง) .... พูดเลยว่าฉันถามทุกอย่าง เพราะทำไม่เป็นเลยสักอย่าง ทุกอย่างใหม่ไปหมด ถามจนกระทั่งสนิท ถามเรื่องบ้าน แฟน รถ ร้านอาหารอร่อย ที่เที่ยว ถามจนสนิทกับนางมากจริงๆ

แต่ในวันแรกนั้นก็มีคนดำอีกคนที่ดูจะทำงานขันแข็ง แต่นางจะนิ่งๆ สงสัยถามอะไรก็ไม่ตอบ พอฉันเรื่องโง่ๆ อย่างเติมน้ำตาล หรือชงกาแฟผิด ในวันแรก วันที่สอง และวันที่สาม นางว่าฉัน แต่ไม่เจ็บหรอกนะ เพราะไม่เข้าใจ พูดเร็วเกิน รวบคำด้วย ฟังไม่ทัน หึหึ แล้วนางก็ด่ากึ่งบ่นให้ Tashawn ฟัง แต่ตอนนี้ฟังรู้เรื่องอยู่ ประมาณ ทำไมฉันถึงทำอะไรไม่เป็นเลย แต่ซึ้งที่สุดคือ... Tashawn แก้ต่างให้อย่างสวยงาม ดูเป็นนางงามขึ้นมาที บอกว่า ฉันเพิ่งทำงานวันแรกเองนะ หรือ ไม่ถึงอาทิตย์เลย , นางแก้ตัวให้บ่อยมากในช่วงแรกๆ

แล้ววันแรกหมดกะในเวลา 4 ทุ่ม แต่ฉันต้องนั่งรถไฟกลับรอบ 5 ทุ่ม ซึ่ง น่าหวาดกลัวมาก กลับรถไฟที่อเมริกา มันไม่ได้สวยงาม BTS มันคือรถไฟ ที่มีซอกหลืบ และตู้ซื้อตั๋ว และฟีลลิ่งในหนังแบบคนมายืนซื้อยา แอบซ่อนๆ มันน่าคนน้อยมาก และมันน่ากลัว .... และฉันก็เจอคนมายืนซุกๆ ของ แต่ซื้อยารึเปล่าไม่รู้ แต่หน้ากลัวจริง ฟีลหนังจริง หลุดมาจากฟิล์มขาวดำเลย


แรกๆ ฉันออกจากร้านหลังหมดกะ ตอกบัตรออกทันที เพราะมันไม่มีความรู้สึกอยากนั่งอยู่ตรงนั้นต่อเลย แต่หลังจากคุ้นเคย Tashawn เริ่มถามว่ากลับรถไฟกี่โมง บางครั้งเลิกกะเที่ยงคืน รถไฟมา ตี 1 ครึ่ง หึ...รอจนแข็งตายแน่นถ้าอยู่ข้างนอก Tashawn ชวนนั่งคุยในร้าน บางทีกะนางจะมาคร่อมๆแบบ 4 ทุ่ม - ตี 4 (ร้านเปิด 24 ชม.ค่ะ แถมเป็น Drive-thru อีกด้วย) หรือบางครั้งอยู่ด้วยกันจนหมดกะทั้งคู่ นางก็จะให้แฟนขับรถพาไปส่งที่บ้าน ซึ่งถัดไป 2 เมือง แม้แฟนนางจะอิดออด บ่นบ้างก็ตามที แต่นางมักจะตอบด้วยประโยที่ว่า จะให้ฉันที่เป็นผู้หญิงนั่งรอรถไฟคนเดียวได้ยังไง

รัก

พูดได้คำเดียวจริงๆ นางคือคนดำที่รู้จักและรักมากที่สุด

นอกจาก Tashawn ยังมีผู้หญิงคนดำอีกคนที่ฉันรัก แต่ไม่สนิทเท่า Tashawn แต่นางก็ดีกับฉันมากๆ คนนึง เพราะอยู่กะด้วยกันบ่อย ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันจะทำงานแบบแฮปปี้มาก จนเคยกลับ Asbury Park ครั้งนึง ตอนไม่ใช่กะ ซื้อกาแฟ นางให้ฟรี เลยทิปนางไปเยอะมาก แถมนางอยู่กับ Tashawn และเพื่อนอีกคนที่สนิทๆ อีกในตอนนั้น

และเหมือน Stefan คงจะรู้ หรืออีคนดำอีกคนมันไปบ่นก็ไม่รู้ ฉันไม่ค่อยได้ทำกะคนนั้นเท่าไหร่ หรือถ้าทำก็ชนกะกันสั้นๆ และแทบไม่คุย ไม่เสวนา ไม่หือ ไม่อือ กันเลย ... เกลียด แต่ไม่ใช่กลัวในฐานะคนดำนะ แต่เกลียดในฐานะ นิสัยนางเนี่ยแหละ

นอกจากนั้นยังมีประสบการณ์การให้เบอร์จากเหล่าคนใน Asbury Park อีกมากมาย ซึ่งฟ้าเล็งเห็นหรืออย่างไร ถึงให้คนขาวอย่างฉันไปทำงานในเมืองนี้ โคตรจะสเปคคนดำเลยข่ะ !!!!

ได้นามบัตรมาเป็นปึก ตามตื๊อตลอด ทิปให้เยอะ ถามเวลาเลิกงานจะนัดเจอ ให้ฉันโทรหา หรือเจอบนรถเมล์ รถไฟ ก็ชวนคุย และขอเบอร์... แต่ขอโทษจริงๆ ที่เข้ามาตอนแรก ยุคสมัยที่ยังหวาดกลัวกับเมืองนั้นอยู่ ยังไม่ชินกับคนผิวสีเท่าไหร่ ชวนคุยยังพอไหว แต่ก็ไม่กล้านัดออกไปกับใครสักคน และก็ไม่กล้าบอกแม่ เพราะเชื่อว่าแม่ต้องตกใจแน่ๆ ซึ่งก็จริง เพราะมาเล่าเรื่องนี้หลังกลับมาแล้วปีนึง แม่บอก ทำไมไม่บอก?!?

แต่ก็พูดได้ว่าทุกคนที่เจอไนซ์จริงๆ ดูจริงใจและช่วย ไม่วีนเหวี่ยงเท่ากับคนผิวขาวด้วยซ้ำไป ...ได้โปรดรออ่านประสบการณ์ VS The Real Americans มนุษย์ขี้ฟ้อง แล้วจะรู้สึกได้เลยว่า คนดำ แม่งดีจริงๆ

เวลาผ่านไปฉันผูกพันและสนิทสนมกับคนดำหลายคน
แต่น่าเสียดาย...
ในยุคนั้น Facebook ยังไม่ได้ฮิตขนาดนี้ และฉันทำงานอยู่ 3 สัปดาห์ได้ ก็ต้องจาก สาขา Asbury Park แบบไม่ทันตั้งตัว จนไม่ได้บอกลา หรือขอเบอร์ติดต่ออะไรใครไว้เลย , แต่ก็เคยแวะไปประปราย 2-3 ครั้ง เพราะต้องไปต่อรถบัสเพื่อไปซื้อของที่ mall

แต่ฉันก็ยังคิดถึงพวกเขาเสมอนะ เพื่อนทำงานต่างประเทศกลุ่มแรกของฉัน Very African-American.

No comments:

Post a Comment