Tomorrow I will Date Yesterday's You - ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรือวันวาน แค่ทำเวลานี้ให้ดีที่สุด [2017] - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Wednesday, February 1, 2017

Tomorrow I will Date Yesterday's You - ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรือวันวาน แค่ทำเวลานี้ให้ดีที่สุด [2017]


หนังรักวัยรุ่นญี่ปุ่น ทำกี่ทีก็ยังประทับใจในความเป็นญี่ปุ่น

คงต้องพูดคำนี้จริงๆ กับหนังรักญี่ปุ่น มู้ดแอนด์โทนทั้งเรื่องที่ออกมาญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น จะกี่ชาติก็ทำได้ไม่เหมือน 

Tomorrow I will Date Yesterday's You - ぼくは明日、昨日のきみとデートする คือหนังรักวัยรุ่น ถ่ายทอดมาจากนิยายขายดีกว่าล้านเล่ม ตั้งแต่สิงหาคม 2014 โดยเล่าเกี่ยวกับ ทาคาโตชิ (Fukushi Sota) พระเอกที่ตกหลุมรักนางเอก เอมิ (Komatsu Nana) ตั้งแต่แรกพบบนรถไฟขบวนหนึ่ง และเขาก็ตัดสินใจลงไปพูดคุยกับเธอ สุดท้ายก็ได้ไปออกเดทกัน แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงนางเอกมาจากโลกคู่ขนาน พวกเขาจะได้เจอกันแค่ทุก 5 ปีเท่านั้น และแต่ละครั้งที่เจอกันก็จะมีเวลาแค่ 30 วัน 

ต้องพูดตรงๆ ว่าอ่านเรื่องย่อก่อนไปดูแบบผ่านๆ มาก ไม่รู้มาก่อนว่าไทม์ไลน์ของเรื่องมันจะเป็นยังไง รู้แค่ว่า เอ้อ มาจากคนละโลกนะ เวลา 2 โลกจะสวนกัน เราก็นึกภาพตลอดว่า เอ๊ะ จะเป็นยังไงนะ หรือมันจะเหมือนกับ Benjamin Button ที่อีกคนจะเด็กลงเรื่อยๆ 

พอไปดู...การที่เรารู้ว่านางเอกมาจากคนละโลก ทำให้ช่วงแรกที่เริ่มรู้จักกันดูน่าเบื่อไปเลย คือปูเรื่องได้น่ารักตามสไตล์ญี่ปุ่นมาก การเจอกันบนรถไฟ แสง สี โทนนี้ คนดูน่าจะหลงรักไม่ยาก แต่เมื่อเรารู้ว่านางเอกไม่ใช่คนปกติ เราเลยรอคอยว่าเมื่อไหร่มันจะเฉลยนะ? ทำให้ช่วงสวีทหวานในตอนแรกสำหรับเรา คืองั้นๆ เรื่องอื่นก็มี รักกันแล้วไง แม้ว่าจะมีบางช่วงที่เหมือนนางหลุดว่าเคยเกิดเหตุการณ์นี้มาแล้ว เราก็ลุ้น แต่ไม่ตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่ เพราะเรารู้มาตลอดว่านางเอก “ไม่ได้มาจากโลกเดียวกับเธอนะ”
เมื่อถึงช่วงเวลาที่นางเอกบอกพระเอกออกมาว่า “ฉันไม่ได้มาจากโลกเธอ” เราไม่เซอร์ไพรส์ แต่สิ่งที่สร้างความเซอร์ไพรส์คือนางเอกอธิบายถึงไทม์ไลน์ที่ย้อนหลัง โลกที่เวลาเดินทางตรงกันข้ามกับโลกของทาคาโตชิ โอเค...ถ้าคนที่อาจจะอ่านเรื่องย่อ หรือทำความเข้าใจเรื่องไทม์ไลน์เรื่องนี้ไปก่อน อาจจะเข้าใจไม่ยาก รู้อยู่แล้วงี้ แต่สำหรับเราคือการอธิบายของนางเอก ตลอดจนช่วงหลังอธิบาย เราพยายามทำความเข้าใจกับมันมาก ขนาดช่วงทะเลาะกันแล้วหลังพระเอกรู้ความจริง ในหัวเราแทบไม่ตามไดอะล็อก เพราะมัวแต่คิดว่าเอ๊ะ มันหมุนคนละข้างแล้วมันเจอกันได้ไงวะ คนนี้จะไปสร้างเหตุการณ์กับคนนี้ตอนเด็กๆ ได้ยังไง แล้วมันรู้จักกัน มันจะไม่งงี้เหรอ เป็นต้น ซึ่งในหนังว่าช่วงอธิบายเงื่อนไขของเวลาคือนานแล้วนะ เรานั่งคิดต่อยิ่งนานไปอีก เลยคิดว่า ผกก.ควรอธิบายด้วยวิธีที่ไม่เทคไทม์ขนาดนี้ โดยไม่จำเป็นต้องศึกษามาก่อนดู
ช่วงเวลาหลังจากที่เราเริ่มเก็ทว่า อ๋อ โลกแต่ละโลกเป็นแบบนี้นี่เอง มันตรงกับช่วงที่พระเอกเข้าใจว่า ทำไมนางเอกถึงร้องไห้ทุกครั้งเวลาเจอเขา ซึ่งเหตุผลนี้ก็ทำให้เราเริ่มน้ำตาซึมครั้งแรกให้กับเรื่องนี้ และจากช่วงเวลานี้เราก็สนุกกับการดูขึ้นเยอะ ลุ้นว่าเวลาที่เหลือก่อนหมด 30 วัน จะเกิดอะไรขึ้นกับทั้งคู่บ้าง ทั้งคู่จะใช้ชีวิตยังไง เราว่าโมเมนต์ของเรื่องในช่วงนี้คือดีมากๆ ฟีลแบบจะใช้ชีวิตยังไงถ้ารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และทั้งคู่ก็เลือกใช้ชีวิตแบบเดิมที่ควรจะเป็น 

ไม่ว่าพรุ่งนี้ หรือวันวาน แค่ทำเวลานี้ให้ดีที่สุด 

พอเข้าสู่ช่วงท้ายเรื่อง ที่พระนางต้องจากกันในสุด คือมันก็พีคนะ เศร้า แต่ด้วยการเล่าเรื่อง เราแค่เศร้าพอประมาณแหละ แต่กลายเป็นว่าช่วงหลังจากเนี่ยแหละ คือช่วงพีคแห่งความทะลักทลายของบ่อน้ำตา

---------------- สปอยล์เรื่องราวบางส่วนที่อาจจะเรียกน้ำตาเวลาดู---------------- 

เงื่อนไขของเวลาคือ เจอกันทุก 5 ปี แต่เวลาทั้งคู่เดินสวนทางกัน ถ้าให้ไม่งง...ต้องมองว่าเป็นโลกคู่ขนานกัน เหตุการณ์นางเอกตอนเด็กเกิดแล้ว และเจอพระเอกตอนแก่แล้ว และเหตุการณ์พระเอกตอนเด็กเกิดแล้ว และเจอนางเอกตอนแก่แล้ว

ถ้าไปนึกว่ามันเกิดที่เส้นเดียว พระเอกยังเด็กอยู่ เจอนางเอกแก่ แล้วนางเอกจะเจอพระเอกได้ยังไง จะงงแบบเพื่อนเรา, อาจจะต้องปล่อยวางเรื่อง Fact ไปบ้าง เพราะจะออกแนว Sci-fi เรื่องเส้นเวลาไปนิดๆ


หลังจากกันแล้ว พระเอกของเราก็แก่ขึ้น 25 ปี และไปดักเจอนางเอกตอนเด็ก 15 ปี เพื่อที่จะให้นางเอกได้มาเจอเขาตอนอายุ 20 ปี เราแอบลุ้นนิดหน่อยว่าจะมีโมเมนต์ทั้งคู่ในวัย 25-15 ไหมพอไม่มีก็คิดว่า เอ้อ ก็คงจบแล้วแหละ แต่กลับมาเล่าฝั่งของนางเอกต่อในเวอร์ชั่นกระชับ
ช่วงเวลาการเล่าฝั่งนางเอก เป็นช่วงเวลาแห่งการบิ้วให้เสียน้ำตามากๆ แต่ก็ทำให้เราเข้าใจและอินกับหนังมากขึ้นอีก นับเป็นโมเมนต์ที่ชอบอันดับต้นของหนังเลย เหมือนเรารู้อยู่แล้วว่าเคยมีเหตุการณ์นี้ ตอนเราดูฝั่งการเล่าเรื่องผ่านพระเอกก็น่ารักดี แต่งั้นๆ... พอมาเล่าฝั่งนางเอกว่า เธอร้องไห้เพราะเป็นการจับมือครั้งสุดท้าย การกอดครั้งสุดท้าย โมเมนต์ที่นางเอกรู้เรื่องอยู่คนเดียว รักพระเอกมาก ในขณะที่พระเอกเพิ่งเริ่มรักนางเอก เราว่าช่วงนี้บิ้วได้มากที่สุด น้ำตานองหน้าเลย 

และพอเล่าย้อนฝั่งนางเอกมาจนถึง "วันแรกที่พระเอกเจอนางเอก – วันสุดท้ายของนางเอกที่เจอพระเอก" ซีนที่นางเอกต้องเดินตามหาจุดที่พระเอกยืน เก๊กสวย ยืนอ่านหนังสือให้พระเอกสนใจ ทำยังไงให้พระเอกเข้ามาทัก จนสุดท้ายทักทายกันเสร็จนางเอกก็ต้องจากไปพร้อมน้ำตา เพราะมันคือวันสุดท้ายของนางเอกที่จะได้เจอพระเอกในช่วงเวลานี้ ...โมเมนต์เดียวแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกทั้งดีใจ เสียใจ เรียกว่าเป็นโมเมนต์อึ้งๆ หน่วงๆ ที่ประทับใจทีเดียว
โดยรวมเรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่เราประทับในประมาณหนึ่ง ในหมวดของหนังรักที่รู้ชะตา รู้เรื่องราวและจุดจบแต่จะทำยังไงให้มันดี ซึ่งเขาก็ทำออกมาได้โอเค แต่ต้องยอมรับว่าด้วยปมของไทม์ไลน์ ทำให้เราหลุดจากเรื่องนี้ไปพอสมควรในช่วงแรก ถ้าไม่มาขยี้ตอนท้ายๆ เราคงจะไม่ร้องไห้ ไม่อินเท่านี้เลย หรือการที่เรารู้เรื่องย่อมาแล้ว ช่วงแรกๆ เราเลย เอ้อ ไม่สนใจ รอคอยแค่ว่าเมื่อไหร่จะเฉลย แล้วทำไมถึงเจอกันทุก 5 ปี
โซตะ กับนานะก็รับผิดชอบบทตัวเองได้โอเค นานะดูไม่น่ารำคาญ เป็นญี่ปุ่นสายแบ๊วเท่าตอนเล่น Kurosaki kun no Iinari ni Nante Naranai (The Black Devil and White Prince / รักอันตรายนายปีศาจคุโรซากิ) แต่ทุกครั้งที่เห็นหน้านางจะนึกถึง GD วง Big Bang ตลอดเวลา ส่วนโซตะช่วงแรกหน้าตาเด็กเนิร์ดน่าเกลียดจริงๆ การแสดงก็ประมาณนี้มาตลอด คาแรคเตอร์กลมกลืนไปในเรื่องดี บทแบบนี้ไม่ได้เรียกร้องการแสดงที่โดดเด้งอะไรเท่าไหร่ เรียกว่าเอาความน่ารัก น่าเอ็นดูของบทและตัวเองเข้าสู้มากๆ ตั้งแต่สมัยที่เราหลงรัก Miura Haruma จาก Kimi ni Todoke ก็เรียกว่าบทไม่ยาก แต่เล่นให้น่ารัก ให้คนเอ็นดูอ่ะยาก ใครทำได้ก็เกิดแบบมิอุระ หรือยามาเค็น เป็นต้น โซตะก็เกิดตั้งแต่สมัยเล่นละคร Kyou wa กับอายาเสะแล้ว 
ด้านผู้กำกับ Takahiro Miki แน่นอนว่าเรื่องที่ผ่านมาของเขา เป็นสไตล์นิ่งๆ ไม่ฟูมฟายช่วงแรกๆ แต่สุดท้ายชอบบิ้วเรียกน้ำตาตลอด ตั้งแต่ Hot Road, Ao Haru Ride, Have a Song on Your Lips ที่ตอนท้ายเราเจอเพลงเด็ดของเรื่องอย่าง Tegami เข้าไป โอ้โห น้ำตาไหลเลย เช่นกันว่า Tomorrow I will Date มีเพลงเด็ดๆ ของ Happy End ของ Back Number มาประกอบ ซึ่งเรียกว่านาทีนี้ Back Number มาแรงจริงๆ ตั้งแต่เพลง Christmas Song

 

ที่เด่นไม่แพ้เนื้อเรื่องก็คือสถานที่ ญี่ปุ่นเรียกว่าถ่ายมามุมไหนก็สวย เรื่องนี้เลือกสถานที่เป็นเมืองเกียวโตและรอบๆ แถมเลือกมาชนิดว่าตั้งใจจะดันเป็นจุดขายนักท่องเที่ยวด้วย เพราะปกิตก็จะเป็นเมืองเงียบๆ หน่อย ไม่พูดถึงมาก แต่รอบนี้ Landmark มาเยอะมาก อย่าง Fushimi Inari ศาลเจ้าจิ้งจอกที่มีเสาโทริอิแดงเยอะๆ หรือจุดชมวิวริมทะเลสาบ Biwa ทางเดินแม่น้ำ Kamo ที่เหมาะแก่การเดทมาก หรือหมู่บ้านเก่าๆ ใครสนใจตามรอบ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ MARUMURA เลยค่ะ
เรื่องนี้ก็อาจจะไม่ได้เข้าไปอยู่ในเลเวลหนังคลาสสิคในใจเรา แต่ก็ถือว่าอบอุ่น น่ารักด้วยเคมีของพระนาง ซึ่งความอบอุ่นนี้ ไม่พูดถึงหนังญี่ปุ่นก็คงไม่ได้ เพราะไม่มีหนังสัญชาติไหนจะถ่ายภาพออกมาได้ชวนฝัน อบอุ่นและเศร้าสร้อยได้ในเวลาเดียวกันขนาดนี้อีกแล้ว ก็คงต้องพูกอีกแหละว่ามันเป็นแพทเทิร์นญี่ปุ่นมาก คลิเช่มาก แต่ทำมู้ดแอนด์โทนแบบนี้ออกมากี่ที่ก็ยังประทับใจอยู่

เอาเป็นว่า ถ้าใครยังไม่ดูเรื่องนี้ ก็ไม่ดูเถอะ ไม่เสียดายค่าตั๋ว น่าจะมีสักโมเมนต์ที่โดนใจได้ไม่ยาก

SaveSaveSaveSave

No comments:

Post a Comment