Buffy the Vampire Slayer : สาวน้อยมือปราบแวมไพร์ [1997-2003] - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Tuesday, November 15, 2016

Buffy the Vampire Slayer : สาวน้อยมือปราบแวมไพร์ [1997-2003]


หากพูดถึงในไทย บัฟฟี่ อาจจะไม่ใช่ซีรี่ส์ที่คุ้นหูคนยุคใหม่เท่าไหร่ แต่ในอเมริกานั้น หากเป็นเด็กยุค 90's ตัวจริง ยุคที่วงบันเทิงทั้งหนัง เพลง และทีวีเฟื่องฟู บัฟฟี่คือซีรี่ส์ที่หลายคนเติบโตมาพร้อมกัน และนับเป็นแบบฉบับที่สะท้อนวัยรุ่นยุคนั้นได้ชัดเจน รวมถึงมีอิทธิพลต่อทีวีวัยรุ่นในยุคต่อๆ อย่างมาก จนอาจบอกได้ว่าสร้างวัฒนธรรมความ Cult ของตัวเองไปแล้ว

In every generation there is a chosen one. She alone will stand against the vampires the demons and the forces of darkness. She is the slayer.


Buffy the Vampire Slayer คือซีรี่ส์ Supernatural, Horror, Triller, Drama , Teen, High school อเมริกันที่เล่าถึงเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ที่เรียกว่า 'มือปราบ' หลักๆ คือคอยปราบแวมไพร์ ปราบปีศาจ หรือต่อสู้กับภัยอันตรายที่จะมาทำลายล้างโลก ในขณะเดียวกันกับที่ต้องปกป้องโลก บัฟฟี่ย้ายมาอยู่เมือง Sunnydale กับแม่ พอย้ายโรงเรียนใหม่ก็ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตวัยรุ่น มีเพื่อน มีแฟน การพยายามทำให้ตัวเองเป็น Somebody ในโรงเรียนไฮสคูล

ดูแล้วเนื้อเรื่องบัฟฟี่ก็ไม่ต่างจากพล็อตทั่วๆ ไป Spider-man / Superheroes ต่างๆ นานา แต่ลองคิดว่าบัฟฟี่มาในยุค 1997 และเป็นผู้หญิงวัยรุ่น ยุคที่ความ Feminine ต่อผู้หญิงในซีรี่ส์ยังไม่เฟื่องฟูมาก ดังนั้นความสำคัญของเรื่องเลยตกไปที 'บท' ว่าคุณบาลานซ์ความสนุกได้ขนาดไหน คุณจะสร้างปีศาจให้แปลกประหลาดเป็นที่จดจำแค่ไหน หรือคุณจะมีเรื่องดราม่าให้ตัวละครต้องเผชิญหนักเบอร์อะไร

และบัฟฟี่ทำได้ !!!

Season 1 - เหมือนสร้างมาเพื่อหยั่งเชิง เลยมีแค่ 12 Episodes เลยกลายเป็นว่าเรื่องเดินฉบับไว เกริ่นนำตัวละครแต่ละตัวได้ดี รวมถึงเปิดตัวให้เรารู้จัก Angel แวมไพร์ที่มี Soul หรือวิญญาณทำให้มีสามัญสำนึก และเป็นคนดี 

หลักๆ พูดถึงเมือง Sunnydale ที่เป็น Hellmouth ปากประตูนรก ปีศาจทุกตัวเลยพยายามจะเปิดประตูนรก (ความเชื่อ Hellmouth นี่ก็มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ขนาดซีรี่ส์ปัจจุบันอย่าง Supernatural ก็ยังมีเรื่องการเปิดประตูนรก)

Season 2 - เรียกว่าเป็นซีซั่นที่ดีลำดับต้นๆ ของบัฟฟี่ เพราะเราต้องเผชิญตัวละครร้ายของจริงอย่างการกลับลำ Angel คนดี ที่วิญญาณหายไป จนกลายมาเป็นตัวร้ายแบบสุดขั้ว ดราม่าระหว่างความรักของตัวละครในซีซั่นนี้เลยแรงมาก

Season 3 - ตรงกับช่วงปีสุดท้ายของ Highschool พอดี ตัวเอกต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเติบโตไปอีกขั้น อย่างจบการศึกษา หาที่เรียนต่อ หรือแม้คิดว่าตัวเองจะหันหัวอนาคตไปทางไหน ตัวร้ายหลักก็เช่นเดียวกัน เป็นนายกเทศมนตรีที่พยายามจะทำพิธีกลายร่าง อัพเลเวลไปอีกขั้น 

มันจึงเป็นอะไรสอดคล้องรับกันตลอดเอพพิโสด การเติบโตของคน 2 ฝ่าย รวมถึงปีนี้บัฟฟี่ต้องมาเจอ Angel อีกครั้ง และมือปราบคนใหม่อย่าง Faith ที่มีความต่างกับบัฟฟี่ และต้องมาทำงานร่วมกัน

Season 4 - ชีวิตใหม่ในโลกมหาลัย หลายๆ คนบอกว่า Season 4 คือดร็อป และเปลี่ยนโทนไปนิดหน่อย แต่ก็เหมือนเรามาเรียนรู้ชีวิตใหม่พร้อมกับบั๊ฟฟี่เลย ตัวร้ายหลักในเรื่องก็เปลี่ยนแนวไป กลายเป็นตัวร้ายจากกลุ่มคนที่ใหญ่อย่างรัฐบาล

Season 5 - เริ่มเข้าสู่ความดาร์คขึ้น ด้วยตัวร้ายที่โหดขึ้นที่พยายามตามหา The Key เพื่อเปิดประตูมิติ บัฟฟี่ก็โตพอที่จะเริ่มเป็นดราม่าหนักๆ แบบผู้ใหญ่ รวมถึงตัวละคร Vampire อย่าง Spike ก็เปลี่ยนฝ่าย เลยทำให้สนุกขึ้นกว่า ปี 4 ที่ดูเนือยๆ 

Season 6 - ปีนี้เป็นเรื่องราวที่ผลักดันให้วิลโลว์กลายป็นแม่มด เป็นฝ่ายร้ายซะเอง เลยทำให้เรื่องดราม่า เน้นปมในใจจิตใจซะมาก แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องปีศาจทั่วๆ ไป ที่ทำให้สนุกอยู่

Season 7 - ส่งท้าย Finale ด้วยช่วงชีวิตบัฟฟี่ที่โตไปอีกขั้น และต้องฝึกมือปราบรุ่นใหม่ๆ แม้ว่าช่วงแรกๆ จะเนือยๆ ไปบ้าง แต่ผู้สร้างก็สร้างปัญหาใหญ่ระดับเมืองในปีสุดท้าย ก็ดูได้ลุ้นเรื่อยๆ ว่าจะจบยังไง สุดท้ายก็จบได้สมศักดิ์ศรี
Joss Whedon เคยเหมือนจะล้มเหลวในการทำ Buffy the Vampire Slayer เวอร์ชั่นหนังโรงมาก่อน หนังเรื่องนั้นถูกสับ คนด่า และหลงลืมไป จนกระทั่งเขาขุด Buffy มาเขียนใหม่ในรูปแบบซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ และนำไปเสนอจนผ่านที่ช่อง WB (CW ในยุคอดีต)

และจบจากบัฟฟี่ Joss ยังจับเรื่องราว Sci-fi มาเล่นอีกมากมาย แต่ก็เหมือนจะไม่โด่งดังในวงกว้าง จนกระทั่งเขาได้โอกาสให้มาจับงานสเกลใหญ่อย่าง The Avengers นั่นแหละ คนก็เริ่มสังเกตเห็นความลงตัวในการเขียนบทของเขา ที่ไม่ต่างจาก Buffy เลย
ความดีงามลำดับแรกของบัฟฟี่ ต้องยกให้ การเกลี่ยบทให้ทุกตัวละครได้รับการจดจำ มันมาเป็นแพทเทิร์นแหละ มีหัวโจกบัฟฟี่ ก็ต้องมีเด็กเนิร์ดอย่าง Willow (Allison Hannigan) มาซัพพอร์ต, มี Xander (Nicholas Brandon) ตัวโหล่ยโท่ย ทำโปกฮาประจำกลุ่ม, มีเซเลปไฮๆ ประจำโรงเรียนอย่าง Cordilia (Charisma Carpenter), มี Giles (Anthony Steward Head) ที่ปรึกษา อาจารย์ ผู้ใหญ่ที่ต้องคอยปราม และคนที่บัฟฟี่ต้องตกหลุมรัก ซึ่งมักเป็นฝ่ายตรงข้ามอย่างแวมไพร์ Angel (David Boreanaz)
และตัวละครอีกหลายๆ ตัวมีตอนเป็นของตัวเอง และมีคาแรคเตอร์ที่คนจดจำได้ รวมถึงพวกเขาไม่หาย ไม่ถูกกลืนโดยตัวละครเอกอย่างบัฟฟี่ ในแต่ละ Episode เลย แน่นอนว่าในแฟนคลับบัฟฟี่ ทุกคนรักทุกตัวละครในเรื่อง
 
ลำดับต่อมาคือบาลานซ์ที่ดีระหว่างดราม่ากับแอคชั่น ซึ่งคนดูได้ความสนุกจากปีศาจทุกตัว (แม้ว่าในยุคนั้นปีศาจจะเป็นหุ่นยาง แต่เชื่อไหม ว่าเราเชื่อมากกว่า CG เวลาต่อสู้ด้วยซ้ำ เพราะมันดูจริงไปหมด) ในแต่ละตอนจะพาเราไม่รู้จักปีศาจใหม่ๆ ที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย เราค่อยๆ รู้จัก และหาวิธีปราบไปพร้อมแก๊งค์ นอกจากนั้นเราต้องมาเจอดราม่าทั้งเพื่อน ครอบครัว แฟนจากแต่ละตัวละคร ที่ทำให้อยากดูไปได้เรื่อยๆ ว่าความสัมพันธ์ของแต่ละคนจะเป็นยังไงต่อไป ดังนั้นเราไม่เคยเบื่อเลยที่จะดูบัฟฟี่ซ้ำหลายๆ รอบ 
ยังไม่นับเพลงในเรื่องที่ดี และเข้ากับเนื้อเรื่องมากๆ ที่ทำให้เรารู้จักและหลงใหล Michelle Branch ไปเลย นอกจากนี้คือ Score บัฟฟี่คือซีรี่ส์ที่มี Score เป็นของตัวเอง และทำอัลบั้มออกขาย ซึ่งเราซื้อ! (ติ่งขนาดไหนคิดดู)

บัฟฟี่มีตอนมากมายที่น่าจดจำ บางลิสต์ถึงกับทำไว้ Top 25 Episodes และส่วนใหญ่ก็มักสรุปไม่ค่อยต่างกัน แต่ที่มันดีจนทำให้เราจดจำได้ อย่างเช่น


-----------  Spoil แรงๆ เลยนะจ๊ะ  -----------

- Becoming Part 1&2
คือตอนจบของ Season 2 ที่ Angel turns bad และทางเดียวที่จะปิดประตูมิติคือฆ่า Angel มันไม่ได้น่าจดจำแค่ดราม่าระหว่างตัวละครทุกตัวที่ดีมากๆ เรียกว่าเป็นจุดพีคของ Season เลย ฉากต่อสู้ในตอนนี้ก็ดีมาก


- Graduation Part 1&2
ตอนจบของ Season 3 ก็ดีอีกเช่นเคย เมื่อบัฟฟี่ต้องเผชิญทุกเรื่องพร้อมกันไม่ว่าจะวันสิ้นโลก ตรงกับวันเรียนจบ ที่ต้องรับเกียรติบัตร และ Angel ก็จะไปอีก รวมถึงก่อนหน้านั้นก็มีดราม่าการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยมามากมาย เช่น บัฟฟี่จะเรียนต่อหรืออะไร เรียนจบแล้วไปทำอะไรในเมื่อมีอาชีพมือปราบ บัฟฟี่จะมีอนาคตกับแองเจิ้ลไหม บลา บลา ....2 ตอนสุดท้ายเลยต้องถึงจุดพีคที่ต้องขมวดจบอีกแล้ว มันเลยสนุกมาก และยิ่งตอนจบที่ต่อสู้ แทบจะทำให้ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของเรื่องก็ยังได้ เมื่อทั้งโรงเรียนมาร่วมมือกันสู้ จำได้ว่าตอนดูแล้วทุกคนออกมาสู้พร้อมกัน นี่แทบจะร้องไห้


- Prom
เรียกว่าตอนต้นๆ Ep มาเฉยๆ มาก แต่พอตอนจบเท่านั้นแหละ สรุปได้สวยงามจนเป็นที่จดจำไปเลย เมื่อในงานพรอม Buffy ได้รางวัลพิเศษ Protector of Class เพราะปกติเวลาต่อสู้เราก็จะเหมือนทำกันแอบๆ เป็นฮีโร่อยู่หลังม่าน ปิดทองหลังพระ แต่เมื่อเพื่อนๆ มอบรางวัล มันเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ลืมบัฟฟี่เลย เธอมีที่ยืนในโรงเรียน เหมือนเปลี่ยน Nobody ให้เป็น Somebody


- Hush
เป็นตอนที่ปีศาจน่าจดจำที่สุด และมักจะติด Top 5 ในหลายๆ Rank เลย เมื่อปีศาจในตอนนี้ เรียกว่า The Gentleman ดูดเสียงคนทั้งเมือง ทั้งตอนเลยเงียบ เงียบแบบไม่มีเสียงพูดคุย เสียงเพลง ได้ยินเพียงเสียงดนตรีบิ้วเรื่องราวเท่านั้น แม้ไม่พูด แต่เรื่องมันเดินได้สนุกมากกกกกกกกกก ปีศาจน่ากลัวมากกกกกขึ้นอีก... ความเงียบน่ากลัวกว่าผีตุ้งแช่จริงๆ



- The Body
เป็นตอนที่แม่บัฟฟี่ตาย ซีนที่บัฟฟี่ช็อคคือแบบ... คือแบบ... โอ้ย โดยเฉพาะตอนนี้ไม่มีเสียงดนตรีอะไรเลย 


- Amend
เป็นตอนคริสมาสต์อีกหนึ่งตอนของซีรี่ส์ วิญญาณในอดีตพยายามหลอกหลอนแองเจิ้ล จนสุดท้ายแองเจิ้ลจะฆ่าตัวตายโดยการไปยืนรอพระอาทิตย์ขึ้น แม้ว่าบัฟฟี่จะไปช่วยในท้ายที่สุด แต่ความพีคอยู่สุดท้ายกรมอุตุก็ประกาศว่า เกิดปรากฎการณ์ประหลาดในแคลิฟอร์เนีย คือ หิมะตก วันนี้จะไม่มีแดดตลอดทั้งวัน มันเลยกลายเป็นตลอดที่อบอุ่นไปได้อย่างประหลาด บวกกับ  Score ที่ดีมากๆ ด้วย


- Wish
ตอนที่คอร์เดเลียอธิษฐานให้บัฟฟี่ไม่มาที่เมืองนี้ด้วยความบังเอิญ กลายเป็นว่าเรื่องราวก็กลับเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เมืองกลายเป็นเมืองที่น่ากลัวเต็มไปด้วยแวมไพร์ วิลโลว์ แซนเดอร์กลายเป็นแวมไพร์ตัวพ่อตัวแม่ที่จับคนมาสูบเลือด ผลิตเป็นโรงงาน และบัฟฟี่ ที่คอร์เดลเลียพยายามตามมาให้ช่วยกำจัดแวมไพร์ ก็กลายเป็นบัฟฟี่ในอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่สาวใสๆ ป๊อปปูล่าอีกต่อไป โลกคู่ขนานของเรื่องที่เล่นกับ What if เลยเป็นความน่าสนใจของตอนนี้เลย


- The Gift / The Chosen One / Restless / Grave
ในบรรดาตอนจบเกือบทุกซีซั่น โดยเฉพาะ 5 กับ 7 นี่คือสนุกมาก ตอนเหล่านี้มักเขียนบทและกำกับโดย Whedon ซึ่งทำออกมาได้สะพรึง ตื่นเต้น สมศักดิ์ศรีเสมอ


- Once More, with Feelings
ที่ขาดไม่ได้เลย ทุกคนพูดถึงตอนนี้คือตอนที่บัฟฟี่ Musical เรียกว่าช่วงนั้นซีรี่ส์ทุกเรื่องแห่กันทำ ตอน Musical กันเต็มไปหมด หลังจากที่บัฟฟี่ทำ, คงต้องโทษ Joss Whedon คนเดียวที่ทำให้มันฮิต

ตอนนี้ไม่ใช่เอาเพลงมาร้องแล้วจบๆ ไป แต่มันคือเพลงที่แต่งเพื่อถ่ายอารมณ์ได้ชัดเจนมาก และยังเป็นไดอะล็อกดำเนินเรื่องต่อไปอย่างสนุกด้วย โดยเฉพาะเพลงที่บัฟฟี่ร้อง แล้วสารภาพความในใจว่าที่ตายไปเมื่อซีซั่นก่อน บัฟฟี่ไปอยู่สงบและสวยงาม มีความสุข แต่ทุกคนที่ปลุกเธอกลับมาโลก คือเอาเธอกลับมาทรมาน โอ้โห ดราม่าไปอีก

และยังมีอีกหลายตอนที่เป็นที่จดจำ

เรียกว่าบัฟฟี่สร้างอิมแพคให้คนทำงานในรุ่นหลังๆ พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแวมไพร์ ที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ฮิต และเข้าถึงวัยรุ่นขนาดนี้ แต่บัฟฟี่ทำให้แวมไพร์กลายเป็นกระแสหลักของวัยรุ่นในยุคต่อๆ มา ไม่ว่าจะเป็น Twilight, Vampire Diaries, Vampire Academy, Teen Wolf และอีกหลายๆ เรื่อง

มือเขียนบท Buffy ทั้งหลาย ก็กระจายตัวมาเขียนบทให้เรื่องดังๆ และมีความเป็นเฟมินีสต์ ตัวเอกผู้หญิงแกร่งอยู่เต็มไปหมด ทั้ง Tru Calling (Douglas Petrie, Jane Espenson and lead actress Eliza Dushku), Wonderfalls (Tim Minear), Point Pleasant (Marti Noxon), Jake 2.0 (David Greenwalt), The Inside (Tim Minear), Smallville (Steven S. DeKnight), Once Upon a Time (Jane Espenson), and Lost (Drew Goddard and David Fury). หรือพวกตัวเอกผู้หญิงอย่าง Dead like me, Joan of Arcadia ก็เกิดหลังบัฟฟี่ทั้งนั้น ตัวผู้สร้างเองก็ออกมายอมรับถึงแรงบันดาลใจจากบัฟฟี่ รวมถึงผู้สร้าง Doctor Who - Russell T Davies ก็บอกไว้ว่า

Buffy the Vampire Slayer showed the whole world, and an entire sprawling industry, that writing monsters and demons and end-of-the world is not hack-work, it can challenge the best. Joss Whedon raised the bar for every writer—not just genre/niche writers, but every single one of us.

ต้องขอบคุณ Joss Whedon ที่ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ให้ได้สร้างเป็นซีรี่ส์ และทำออกมาอย่างดีจริงๆ

ถ้าใครอยากหาซีรี่ส์ดีดีดู รับประกับว่าไม่ผิดหวัง โดยเฉพาะ Season 1-5 ดูแบบหยุดไม่ได้แน่นอน

Stay Connect, Stay Up-to-date > KJ's Everything

No comments:

Post a Comment