มาเรียน 'ภาษาอังกฤษ' จากหนังกันเถอะ - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Thursday, October 20, 2016

มาเรียน 'ภาษาอังกฤษ' จากหนังกันเถอะ

ประเด็นเริ่มต้นจากการรื้อบล็อกเก่า เลยเจอคอนเทนต์ที่ดีมากๆ ในการพัฒนาตนเองอย่าง "มาเรียนภาษาอังกฤษจากหนัง" เพราะผ่านไปกี่สิบปี เราก็ยังกระทู้ถามแนวนี้อยู่เต็มไปหมด

- เรียนภาษาอังกฤษจากหนังเรื่องอะไรดีคะ, ทำไมฟังหนังฝรั่งไม่เข้าใจสักที ฯลฯ เราจึงก๊อปปี้ > เพลส บทความนั้นอีกครั้งหนึ่ง (จริงๆ คือย้ายบล็อกไง) ต้องขอขอบคุณ เจ้าของกระทู้หนึ่งในเว็บ ThaiDVD ซึ่งได้โพสเอาไว้แบบเต็มๆ และเราไม่มี credit เขาแล้วว่ากระทู้อะไร และเขาชื่ออะไร แต่ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ ThaiDVD เป็นบ้านหลังแรกในการแปลซับของเราเลย และกระทู้ของท่านก็ให้แรงบันดาลใจเราหลายๆ อย่าง, ถ้าเจ้าของกระทู้มาเห็น สามารถแจ้งชื่อมาเพิ่อเพิ่มเครดิตได้นะคะ จะยินดีมากๆ เลย

ก่อนอื่น ต้องบอกว่าเราเรียนโรงเรียนไทยมาตลอดค่ะ (แต่ก็มีโรงเรียนเอกชนบ้าง รัฐบาลบ้าง) และตัวเราเองเนี่ยแหละ คือหลักฐานยืนยันจากการฝึกภาษาหนัง ละคร เพลง สื่อต่างๆ ด้วยตัวเองว่ามันเวิร์ค มันได้ผลจริงๆ อาจจะไม่ใช่ที่ 1 แต่มันเอาชีวิตรอดในการเรียน และในต่างประเทศได้จริงๆ เพียงแต่คุณต้องเคร่งครัดกับการฝึกจริงๆ ฝึกจนกว่าจะฝันเป็นภาษาอังกฤษ

วันที่เรารู้สึกว่าเราพูด และฟังได้อย่างเต็มที่ เราฝันเป็นภาษาอังกฤษจริงๆ นะ

เราต้องเข้าใจพื้นฐานภาษาอังกฤษ 


1. เมื่อพูดถึงคำว่า ภาษาอังกฤษ หลายคนจะบอกว่าพูดไม่ได้ ฟังไม่ออก

ด้วยเหตุผล หลักๆ คือ ไม่รู้คำศัพท์ (โอ๊ย อันนี้ปัญหาใหญ่เลยฮะ หลายคนนี่สะกดคำว่า ไก่ ยังไม่ถูกเลย คำส่งคำศัพท์ก็รู้แค่ ball , school , is ,he .... เวลาฝรั่งมันพูดมา ตูจะไปฟังออกได้ไงล่ะฟะ) บางคนบอกฟังไม่ออกเพราะไม่รู้แกรมม่า ไม่รู้อิเดียม สลงแสลงก็ไม่รู้จัก tense อะไรเป็นอะไรก็งง แถมฝรั่งเจือกพูดเร็วอีก ตูยังจับคำแรกไม่ออกเลย พี่แกพูดไปอีกประโยคแล้ว เหตุผลหลักจริงๆ คือ เราออกเสียงภาษาอังกฤษไม่เหมือนที่เขาออกเสียง และเหตุผลรองคือ วิตกจริต, เขิน, อาย,กลัว....


2. ก่อนอื่นเลย ผมอยากให้เรารู้ธรรมชาติของภาษาอังกฤษหลักๆ เอาไว้สักเล็กน้อย 

2.1 ฝรั่งเขาก็มีตัดคำ ตัดประโยคเหมือนภาษาไทย ภาษาไทย เวลาคุณขี้เกียจพูดอะไรสักอย่างเต็มๆ ประโยค พี่ไทยเราจะเล่นตัดคำมันออกไปซะเลย เช่น "สวัสดีจ๊ะ อมิตา วันหยุดนี้มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ไหนบ้างรึเปล่าจ๊ะ" พอขี้เกียจปุ๊บ จะเหลือ "ดีจ๊ะ วันหยุดนี้ไปไหนอ่ะ" เห็นมั้ยครับ เราเล่นตัดมันออกหมดเลย ประธานหาย กรรมก็ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แต่ถามว่าเข้าใจไหมล่ะว่าพูดว่าอะไร ก็ต้องตอบว่าเข้าใจครับ

แต่ไอ้เจ้าภาษาประกิดเนี่ย ฝรั่งเวลามันขี้เกียจพูด มันตัดคำออกไม่ได้ครับ เช่น มันจะถาม ประโยคเดิมมะกี้
ถามเต็มๆ --> Where're you going for your holiday?
ถามเเบบขี้เกียจ --> Where're you going for your holiday? 
เหมือนเดิมครับ เพียงแต่เวลาพูดคราวนี้ เค้าจะพูดให้คุณได้ยินชัดๆ แค่ Where.....going.....holiday ? 

ถามว่าแล้วไอ้ ประโยคที่เหลือมันหายไปไหนซะล่ะ คำตอบก็คือ... มันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แค่ฝรั่งเค้าพูดแบบอ่อนๆ แบบวีคๆ เวลาฝรั่งมันพูดรัวมากๆ เร็วจริงๆ ปรื๋อๆ เลย พี่ไทยก็จะพยามจับให้ได้ซะทุกคำที่เค้าพูด อย่างงี้มันไม่สำเสร็จหรอกครับ เค้าอุตส่าห์ออกเสียงให้ได้ยินชัดๆในสิ่งที่สำคัญๆที่เค้าต้องการสื่อสารให้เราทราบ ไอ้เราก็มัวแต่ไปนั่งเเกะความหมายของคำพูดที่เบลอๆฟังไม่ออกอยู่ แล้วมันจะฟังทันมั้ยล่ะเนี่ย



2.2 ออกเสียงเร็วๆ คำเชื่อมกลายเป็นศัพท์ใหม่ นึกไม่ออกซะงั้น
นอกจากเค้าจะพูดเบลอๆ ในสิ่งที่ไม่สำคัญ สองคำมาเชื่อมติดกัน หรือ linking sound นั่นเอง หลายๆคนอาจจะอ๋อแล้วครับ ก็อย่างเช่น จะพูดว่า going to , want to เราก็พูดสั้นๆง่ายๆว่า gonna , wanna แทน แต่จริงๆ แล้ว ภาษาอังกฤษเวลาพูดในประโยค มันจะลิงค์กันเยอะมากๆครับ

เช่น จะพูดว่า "I'd like a glass of milk and an apple"
คุณจะไม่ได้ยินฝรั่งพูดออกมาชัดๆ ว่า " ไอ ไลค์ อะ กลาส ออฟ มิลค์ แอนด์ แอน แอปเปิ้ล" หรอกครับ
แต่คุณจะได้ยินเป็น "I'd like ka glass sof milk kan dan napple" เสียงพยางค์ท้ายของคำก่อน มันจะไป mix กันกับพยางค์แรกของตัวถัดมาครับ

พี่ไทยเวลาท่องเวลาเรียน ก็เรียนออกเสียงแต่ตัวเดี่ยวๆ มาตลอด พอมาเจอแบบนี้เข้า ก็เลยนึกว่าเค้าพูดคำศัพท์คำใหม่ที่เราไม่รู้ ก็พาลฟังมันไม่ออกไปซะงั้น ซึ่งโดยหลักแล้ว หากเราฝึกออกเสียงให้ถูกแต่แรกเริ่ม เช่น milk เราออกเสียงลงท้ายด้วย k เวลาพูดตัวต่อไปแบบเร็วๆ ที่เป็นสระอย่าง and เสียงมันจะเชื่อมโดยอัติโนมัติโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วทำยังไง ให้ฟังรู้เรื่อง 


คำตอบ คือ.... คุณจะต้องออกเสียงให้เหมือนฝรั่งซะก่อน ผมใช้คำว่าออกเสียงนะครับ ไม่ได้หมายความว่าให้คุณพูดภาษาอังกฤษเป็นน้ำไหลไฟดับได้ ที่ต้องออกเสียงให้เหมือนเค้าก็เพราะว่าหูเรา มันจะได้จูนคลื่นได้ถูกไงครับ เช่น ขนมหวานๆสี น้ำตาล หอมอร่อย ละลายเมื่อโดนความร้อน พี่ไทยเรียกว่า "ช็อค-โก-แลต" พอวันนึงเจอฝรั่งมาซื้อของ ฝรั่งบอกจะเอา "ช็อก-คลึท" ...สรุป คนละอย่างกัน หรือ อันนึงที่เห็นช้าดชัด พี่ไทยเรียกผักเขียวๆที่กินกันอยู่เนี่ยว่า "เว็จ-เจ้ด-เท-เบิ้ล" วันนึงเจอฝรั่งมาขอซื้อ "เว็จ-ทะ บึล" แล้วอย่างงี้มันจาหยิบให้ถูกอันมั้ยฮะ

หลายคนถามว่า อ้าว แล้วหยั่งงี้ ไม่ต้องไปท่องวิธีออกเสียงที่ถูกต้องใหม่มาทั้งหมดเลยรึ ไม่ต้องเลยครับ พอเลยไอ้วิธีท่องๆ จำๆ แต่ก่อนเนี่ย พอได้แล้ว การจะเปลี่ยนเสียง ให้เวลาพูดคำอะไรก็ตาม (แม้แต่ภาษาไทย) พูดออกมาแล้วให้เหมือนฝรั่งพูด (ถ้าจะพูดออกมาเป็นภาษาไทย ก็ต้องพูดให้เหมือนกับฝรั่งเวลาพูดไทยอ่ะครับ เพี้ยนๆ น่ารักดี) วีธีการง่ายๆ และได้ผลดีที่สุด ที่เราท้ำทำกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี่แหละ ดูหนังไงฮะ


ขั้นตอนการฝึกเปลี่ยนเสียง 

- เอาหนังฝรั่งมาเปิดเรื่องนึง ปิด sub ออกให้หมด แม้เเต่ sub อังกฤษก็ห้ามเปิดเด็ดขาด 

- เปิดหนังแล้วพูดตามพร้อมมันไปเลย ไม่ต้องเป็นประโยค ไม่ต้องให้รู้เรื่อง ไม่ต้องพูดถูก ได้ยินยังไง พูดอย่างงั้น เป็นภาษาต่างดาวก็ไม่เป็นไรครับ ที่สำคัญให้พูดพร้อมวินาทีต่อวินาทีไปกับหนังเลย อย่ากังวลเด็ดขาดว่าจะพูดไม่ทัน บอกว่าได้ยินยังไงพูดอย่างงั้น เพราะงั้นไม่ต้องรอให้มันพูดจบประโยคแรกแล้วเราค่อยพูดตามนะครับ ย้ำอีกทีว่าต้องพูดพร้อมกันเลย มันพูดไปถึงตรงไหนเราก็ตามไปให้ติด ไม่จำเป็นต้องเก็บหมดทุกคำ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ อันไหนได้ยินชัดก็ออกเสียงตามชัด อันไหนมันพูดเบลอๆเราก็เบลอๆ เออๆ ออๆ ตามไปให้โทนเสียงใกล้ๆกันเป็นใช้ได้ครับ 

- อันนี้สำคัญ เวลาพูดตาม Acting ตามไปด้วย พระเอกมันตะคอกด่านางเอง แล้วทุบโต๊ะ เราก็พูดเสียงตะคอกๆ มั่ง ทุบที่นั่งเราตามไปด้วย ไม่งั้น มันไม่อินนะครับ แล้วจะสำเร็จยาก ไม่เชื่อคอยดูเถอะ 

- ทำอย่างงี้ทุกวันครับ อาทิตย์แรกๆ จะพูดตามมันไม่ทันมันหรอกครับ เอาเท่าที่จับได้แล้วพูดตามก็พอ อาทิตย์ต่อๆ มา มันจะเริ่มลื่นเอง มันจะเริ่มไหลเอง จะมีเสียงสูงๆต่ำๆขึ้นลงเองครับ แต่ยังไงก็ไม่มีทางฟังเค้าออกทุกคำหรอกนะครับจำไว้ 

- ถ้าฝึกทุกวัน วันละ 1-2 เรื่อง 1-1 เดือนครึ่งครับ เสียงเปลี่ยนทันที เวลาพูดเสียงจะเริ่มแตก มีฟุดฟิดเล็ดๆ ออกมาเวลาพูดคำไทยๆ ลิ้นจะเริ่มอ่อนกว่าปกติ เวลาพูดตัว ด ,ท มันจะดันๆ เพดานปากชอบกล

ถ้าเสียงเปลี่ยนได้ ไอ้ภาษาที่เราพูดผิดๆ ข้างบนที่ผมบอก มันจะมาเองครับ เพราะเราดูหนังมาตั้งเยอะ เสียงพวกนี้เข้าหัวหมดแล้วครับ ไม่ต้องจำเลย อาจจะนึกไม่ออกในทันทีนะครับว่าไอ้คำนี้เวลาฝรั่งพูดเค้าจะออกเสียงไง แต่เมื่อไหร่ก็ตามถ้าเราได้ยินเสียงฝรั่งพูดมา เราจะรู้ทันทีเลยครับว่ามันเป็นไอ้คำนี้แหละ เคยเข้าใจเคยดูมาแล้วในหนัง เเม้อาจจะไม่รู้ความหมายก็ตาม ..มันก็ต้องคุ้นๆ บ้างล่ะน่า ฟังได้แล้ว ก็จะพูดได้

เรามักจะรู้จักคำว่า "ฟัง พูด อ่าน เขียน" 4 ทักษะนี้ เขาเรียงลำดับการเรียนรู้ที่ถูกต้องมาให้แล้ว เหมือนเด็กทารกเล็กๆ ที่ค่อยๆ โต ก็จะได้เรียนรู้การฟัง ฟังพ่อฟังแม่ออกเสียง แล้วก็เริ่มออกเสียงตาม แบะ แมะ แม่ ป้อ แล้วเราถึงให้เด็กเข้าโรงเรียนเพื่อเรียนการอ่าน และเขียนตามลำดับ ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน การพัฒนาที่ถูกต้องก็คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน แต่การเรียนในบ้านเราคือเริ่มจากการอ่าน A B C D ออกเสียง แล้วท่องจำ การถูกบรรจุข้อมูลเหล่านี้ไปในสมอง เลยช้ากว่าที่มันควรจะเป็น ควรถึงการออกเสียง และผสมเสียงที่ไม่ถูกต้องตามมา สุดท้ายเราก็เสีย 12 ปีในโรงเรียนไปอย่างเปล่าประโยชน์ 
ดังนั้นขณะที่เราฝึกเปลี่ยนเสียง เราก็ได้ฝึกการพูดไปด้วยในตัวอยู่แล้ว


เเต่ปัญหาที่ตามมาคือ เวลาเอามาใช้จริงๆ ถามว่าทำไงถึงพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องคิดก็พูดออกมาได้เลย ...คุณคิดว่าคุณพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะอะไร



ไม่รู้คำศัพท์

ผมอยากถามว่าถ้าผมจะให้คุณพูดภาษาอังกฤษประโยคนี้ครับ "(สมมติเห็นแมงสาปวิ่งมาทางเรา) ว้ายๆ เเมลงสาปอ่ะ เอามันไปไกลๆ อย่าไปฆ่ามันนะ โยนไปโน่นดิ ว้าย!!!" โอเค ประโยคนี้ท่าจะมีคำยากอยู่คำเดียว คือแมลงสาป คำอื่นๆ มัน=it ไกล=far ฆ่า=kill โยน=throw สมมติว่าผมให้คำศัพท์ที่แปลว่าแมลงสาปกับคุณ คุณคิดว่าคุณจะพูดได้มั้ยครับ อ้าว! ก็ไหนบอกพูดไม่ได้เพราะไม่รู้ศัพท์นี่นา ก็นี่ให้ศัพท์ไปหมดแล้วอ่ะ


- ไม่รู้แกรมม่า
 

โอเคครับ อันนี้ยาวหน่อย คุณจำได้มั้ยเอ่ย ว่าที่คุณใช้ภาษาไทยกันอยู่ทุกวันๆ นี้อ่ะ มันก็มีไวยากรณ์ของภาษาไทยทุกประโยคใช่มั้ยครับ ผมถามหน่อยครับ มีใครกล้ายกมือมั้ยฮะว่าคุณใช้ภาษาไทยไม่ผิดเลย แล้วทำม้าย ทำไม เราถึงได้กลัวกันนักกันหนาว่าใช้ Grammar ภาษาอังกฤษผิดแล้วชีวิตจะฉิบหายวายวอด

คุณๆ จำได้มั้ยครับ ว่าตอนคุณเด็กๆ ที่พ่อแม่อุ้มดื่มนมน่ะ จะภาษาไหนๆ คุณก็ฟังไม่ออกพูดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ได้อยู่แค่ แงๆๆเท่านั้น แล้วคุณพ่อ คุณแม่คุณก็เริ่มสอนคุณพูดภาษาไทย มีพ่อแม่บ้านไหนมั้ยครับ ที่สอนลูกอย่างงี้



แม่ : "ลูกรักเเม่มั้ยจ๊ะ"

ลูก (พอรู้ความหน่อยๆแล้ว) : รัก

แม่ : ไม่ได้นะจ๊ะลูก ไม่ได้ ลูกพูดผิดนะจ๊ะ ลูกต้องขึ้นต้นประโยคด้วยประธาน ซึ่งลูกเป็นผู้ชายต้องใช้คำว่าผม แล้วตามด้วยกริยาคือคำว่ารัก แต่เผอิญไอ้กริยารักเนี่ย มันเป็นสกรรมกริยา คือเป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ เพระางั้นลูกต้องบอกต่อด้วยว่ารักใคร เช่น รักแม่ รักพ่อ และทำให้ประโยคดุสุภาพขึ้นด้วยการพูดคำว่าครับตบท้ายนะจ๊ะ
เพราะงั้น ลูกต้องตอบแม่ว่า ผมรักแม่ครับ ถึงจะถูกนะลูก 


มีมั้ยฮะ?...  มีบ้านไหนสอนลูกกันอย่างงี้มั้ย แล้วทำไมเราโตมาขึ้น ป.1 ป.2 ก็พูดคุยกับชาวบ้านชาวช่องเค้ารู้เรื่องดี จะเอาไรจะล้อใครก็พูดได้เข้าใจกัน จนพอมาขึ้นประถมสูงๆโน่น ถึงเริ่มมาเรียนไวยากรณ์ไทยกัน ที่ผมอยากจะบอกคือ ตอนเด็กๆมันก็ไม่รู้ไวยากรณ์ แต่พูดได้ ไอ้เราไม่รู้ grammar ภาษาอังกฤษ จะพูดไม่ได้เชียวรึ

- ใช้ Tense ไม่เป็น 

หลายคนบอกว่าตัวเองใช้ tense ผิด จะไปพูดได้ยังไงกันล่ะจ๊ะ ไอ้ Tense ที่เราๆท่านๆเข้าใจกันทุกวันนี้น่ะ แน่ใจแล้วเหรอว่าเข้าใจกันถูกแล้ว เวลาผมถามใครว่า Tense ใช้ยังไง คำตอบส่วนใหญ่เป็นงี้ครับ "ใช้ตามเวลา ปัจจุบันใช้ present อดีตใช้ past tense อนาตต ใช้ Future"

 พอผมถามต่อไปว่า แล้วไอ้ past tense กับ present perfect tense เนี่ย มันต่างกันไง เค้าก็ตอบว่า "past tense ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ส่วน present perfect tense เนี่ย ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน" คุณๆ ท่องกันมาอย่างงี้ใช่มั้ยครับ ถ้าถามผมว่าแล้วที่ตอบมาถูกมั้ย ผมตอบว่าถูกครับไม่ผิด แต่คุณรู้มั้ยครับว่าการจะพูด tense อะไรในประโยค สิ่งที่เค้านึกถึงกัน มันไม่ใช่เวลาครับ แต่เป็นความรู้สึกของคนพูดที่ต้องการให้คนฟังรู้สึกยังไงต่างหาก 


สมมติเหตุการณ์ให้ครับ คุณเป็นผู้หญิง แล้วเคยไปฆ่าผู้ชายตายเมื่อ 10 ปีก่อน
วันนึงเล่าให้เพื่อนฟังถึงสิ่งที่เคยทำมาก่อน
ใช้ past tense : I killed him.
ใช้ present perfect tense : I've killed him.

ทั้งคู่ใช้ถูกทั้งคู่ครับ ไม่ผิดแกรมม่า ไม่ผิดไวยากรณ์เลย แต่ความรู้สึกที่เพื่อนคุณได้รับจากการคุยกัน ต่างกันครับ 
ถ้าคุณบอก I killed him. = อ๋อ เออฉันเคยฆ่ามันตายเมื่อสิบปีก่อนแหละ ความรู้สึกที่เพื่อนคุยจะได้ก็คือ เค้าจารู้สึกเฉยๆฮะ คือรับรู้แล้วว่าเมื่อสิบบีก่อน คุณฆ่าไอ้คนนี้ตาย แล้วก็จบ แค่นั้น แค่ถ้าคุณพูดว่า I've killed him. อันนี้เพื่อนคุณจะเห้นภาพขึ้นมาทันทีฮะว่า ตอนคุณพูดเนี่ย ความหลังมันฝังลึกในใจคุณ คุณยังเจ็บเเค้นไอ้คนนั้นอยู่ที่ไปมีคนใหม่ คุณยังนึกภาพเห็นมือตัวเองเปื้อนเลือดที่แทงมันอยู่เลย
 ทีนี้คุณก็รู้เเล้วล่ะครับ ว่าไอ้ที่พูดไม่ได้ พูดไม่ออก จุกอยู่ตรงคอยหอยเนี่ย มันไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้ศัพท์ ไม่รู้แกรมม่า หรือไม่รู้ tense และก็ค่อยๆ แก้มันให้ถูก

ผมไม่ได้บอกว่าแกรมม่าไม่สำคัญนะครับ หากคุณพูดแกรมม่าถูกเป๊ะๆได้ คุณจะกลายเป็นคนมีการศึกษาสูงมากในสายตาชาวต่างชาติทันที แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าคุณอ่อนแกรมม่าแล้วคุณจะพูดไม่ได้นี่ครับ

อยากพูดได้ ให้เลิกแปล การพูดภาษาอังกฤษให้ได้แบบอัติโนมัติ คือ พูดออกมาเลยโดยไม่ต้องคิดผ่านภาษาไทยไงครับ

ปัญหาสำคัญอย่างแรงของคนไทยเวลาจะพูดภาษาอังกิดคือ คิดเป็นประโยคไทย แล้ว แปลเป็นอังกฤษ 
ลองดูเหตุการณ์นี้ครับ...
มีโจรมาปล้นธนาคาร ตำรวจมาถึง โจรวิ่ง หนี ตำรวจตะโกนว่า "หยุดนะ เราล้อมที่นี่ไว้หมดแล้ว" "พวกเรามีกำลังมากกว่ามัน และมันไม่มีอาวุธ" 
คนไทยเวลาพูด ปัญหาจะเกิดอย่างงี้ครับ... "Stop ! we are around here" "We have power more than him . And he has no weapon" ว่าไงครับ ใกล้เคียงกับประโยคที่คุณๆจะพูดกันมั้ยเนี่ย 

มีอยุ่วันนึงฮะ ผมดูหนังอยุ่ เป้นฉากแบบนี้พอดี พอโจรจะวิ่งหนีปั๊บ ตำรวจตะโกนเลยครับ 
"Freeze !!" ผมเองก็ แวป ในตอนนั้นแหละครับ ไอ้ freeze เนี่ย ผมพอจะเข้าใจว่ามันมาหมายถึงเย็นๆเเข็งๆ เหมือน freezer ในตู้เย็น พอผมได้ยินปั๊บ มันปิ๊ง ขึ้นมาในหัวเลยฮะ ว่าไอ้ที่ตำรวจต้องการเนี่ย คือให้โจรหยุด และอย่าขยับ 
"He's an unarmed" อันนี้ตอนแรกผมก็ยังไม่ get หรอกฮะ แต่ก็เฉยๆ พอดูรวมๆรู้เรื่องว่า มันเป็นฉากที่ตำรวจกะลังจับโจร และตำรวจกะลังสื่อสารบางอย่างให้โจรมอบตัว หรือไรประมาณนี้ ผมก็โอเคแล้วครับ ไม่เห็นจำเป็นเลยว่าต้องแปลออกทุกคำทุกประโยค
จนวันหลังมา ผมดูหนังสงครามผมก็ได้ยินคำว่า arm โผล่มาอีก ซักพักก็ army ผมก็เลยแวปขึ้นมาในหัวเลย ว่าอ๋อ สงสัยไอ้ arm เนี่ยอาจหมายถึงอะไรเกี่ยวกับทหาร หรืออะไรสักอย่างสู้ๆ รบๆ กัน แล้วผมก็เดาถูกครับ มารู้ทีหลังว่า arm นอกจากจะแปลว่าแขนแล้ว ยังแปลว่าอาวุธอีกด้วย



ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย อยากจะบอกว่าให้เลิกคิดไทย แล้วแปลเป็นภาษาอังกิดซะครับ เพราะมันจะวิบัติหมด ไม่มีภาษาไหนในโลกสารมารถแปลกันคำต่อคำได้หรอกฮะ

คำถามก็เกิดขึ้น ไม่ให้ตูคิดไทยก่อน จะให้พูดไงล่ะฟะ ลองดูประโยคคำถามต่อไปนี้ครับ แล้วตอบในใจเลยนะครับ 


What's your name ?

How are you?

สองอันบน คุณต้องคิดก่อนตอบมั้ยครับ ไม่เลยใช่มั้ยฮะ ปากมันโพล่งออกไปเลยโดยอัตโนมัติใช่รึเปล่า ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพระาว่าคุณมีประโยคคำตอบ คำถามเหล่านี้ เก็บเอาไว้ในหัว เป็นประโยคอัตโนมัติน่ะสิครับ



เพื่อนผมคนนึง มันชอบฝรั่งคนนึงมาก แอบรักอ่ะว่างั้น วันนึงมันกะลังจะเดินออกจากมหาลัย เห็นฝรั่งเดินสวนเข้ามาในมหาลัยพอดี มันก็เตรียมไว้ในใจเลยว่า "I'm fine thank you, and you?" ท่องไว้เต็มที่เพราะคิดว่า ฝรั่งต้องทักแน่ๆว่า "how are you?"

หลังจากเพื่อนผมเก็กสวยเสร็จ ก็เดินเข้าไปอย่างมั่นใจ --> ฝรั่งหันมาเห็นพอดี --> เพื่อนผมกำลังจะเปิดปากพูดประโยคที่เตรียมไว้ --> ฝรั่งถาม hi ! How's it going. อึ้งสิครับทีนี้ แม่งเจือกไม่ถามอย่างที่ตูเตรียมมา เพื่อนผมก็เลยตอบไปว่า I'm going home. ฝรั่งเค้าก็ทำหน้างงๆ 


จริงๆ แล้วที่ฝรั่งถาม มันก็ถามว่าสบายดีมั้ยนั่นแหละ แต่จะพูดกันกับเพื่อนๆหรือคนสนิทๆ กัน ผมเองก่อนนั้นก้ไม่รู้หรอกครับ จนได้มาดูหนัง เรื่อง Queer as Folk ตอนแรกสุด ภาคเเรกสุดเลย ที่ไบรอันเจอจัสตินครั้งแรกเเล้วก็เข้าไปถามประโยคนี้นั่นแหละครับ



การที่คุณจะเพิ่มประโยคอัตโนมัติเหล่านี้ไว้ในหัวได้ คุณต้องพูดต้องรู้สึกบ่อยๆ 
วิธีฝึกก็คือ ดูหนังอีกนั่นแหละ 
- พูดตามหนังเหมือนเดิมครับ สำคัญมากคือต้องแอคติ้งตามนักแสดงหนังไปด้วย

ถ้าเป็นฉากในหนัง เพื่อนพระเอกก้มลงไปหยิบกุญเเจบนพื้น พระเอกเดินมาเจอ (ชี้ไปที่กุญแจ) "where did you get that" เราก็พูดอย่างพระเอกมั่ง ชี้มือไปจิ้มลมข้างหน้าเราเสมือนหนึ่งว่ามีอะไรสักอย่างอยุ่ พอวันหลังเกิดคุณคุยๆกับเพื่อนอยู่ เพื่อนเอาเสื้อตัวใหม่มาโชว์ สวยมากๆ พอคุณเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมาปุ๊บว่ามันไปเอามาจากไหน คุณก็จะจิ้มเสื้อ แล้วถามว่า "where did you get that?" ทันทีครับ นั่นแหละครับ ที่ผมเรียกว่าอันโนมัติ

การจะมีประโยคพวกนี้มาตุนในหัว มากน้อยแค่ไหน ขึ้นกับอยู่กับการขยันฝึกครับ นอกจากการฝึกอย่างงี้จะทำให้เราได้ประโยคอัตโนมัติมาเก็บไว้แล้ว เรายังได้ feel ของภาษามาด้วยครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าพูดถึงคำว่า "Shut up" หลายคนจะนึกถึงคำว่า หุบปาก ทันทีเลยใช่มั้ยฮะ เมื่อก่อนผมก็เหมือนกันครับ 


วันนั้นผมดู The Princess Diary ครับ เป็นฉากที่ราชินีที่เป็นย่า กะลังจะบอก Mia ที่เป็นหลานว่าเค้าเป็นเจ้าหญิง พอมีอารู้แล้วเค้าโผล่งคำว่า Shut up! shut up ออกมาครับ
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจไรมากหรอกครับ แต่มันติดไว้ในเครื่อข่ายสมองซะเเล้ว ว่าทำไมถึงพูดกับย่าตัวเองแบบนั้น

ผมมาเจอคำนี้อีกทีในเรื่อง Freaky Friday ครับ ที่ลินด์เซ่เล่นน่ะครับแล้วแกสลับร่างกะคุณแม่ มีอยู่ตอนนึงที่มีคนมาบอกลินด์ว่าวงดนตรีเก่าที่ทางร้านเลือกไว้ยกเลิกไป เลยจะมาเลือกวงของลินด์เเทน เค้ากับเพื่อนๆก็ดีใจกันใหญ่เลยครับ ตะโกนว่า Shut up! shut up กันใหญ่ ผมก็เลยถึงบางอ้อว่า ไอ้ที่พูดๆกันเนี่ย คงเป็นความรู้สึกประมาณว่า เจอสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ฟีลเดียวกับ OMG

จนผมได้ไปดูหนังเรื่อง Mean Girls ที่โรงมา มีฉากนึงพวกเเก๊งสาวแสบ ชวนลินด์ไปนั่งที่โต๊ะด้วย ลินด์บอกพวกเธอว่าเธอเรียนที่บ้านด้วยตัวเองมาตลอด ไม่เคยเรียนที่โรงเรียนเลย พวกนั้นก็บอก Shut up, Shut up ลินด์แกทำหน้างง แล้วบอกว่า I didn't say anything. เชื่อมั้ยครับ ในโรงหนังทั้งโรง มีผมกับฝรั่งที่นั่งข้างหน้า หัวเราะกันอยู่สองคน นอกนั้นก็นั่งเฉยๆ เหมือนไม่เข้าใจมุข คือผมขำในความเปิ่นของลินด์ในเรื่อง ที่เเม้แต่คำว่า shut up ที่เป็นภาษาวัยรุ่นก็ยังไม่รู้จัก ลินด์ในเรื่องไปเข้าใจว่า shut up แปลว่าหุบปาก แกก็เลยตอบว่า ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย เจอมุขแบบนี้เข้าไปคนบรรยายไม่มีทางแปลให้คนไทยที่อ่านสัปหัวเราะได้หรอกครับ นอกจากจะมีวงเล็บอธิบายไว้

สุดท้าย อยากสำเร็จ ต้องขยันฝึก 

 - ถ้าอยากเก่ง อยากพูดได้ อยากฟังออก ต้องฝึกทุกวัน 
ฝึกแบบไม่เครียด ฝึกแบบชอบ ทำให้หลงใหลในภาษา เพื่อที่คุณจะได้รับข้อมูลโดยอัตโนมัติไปเก็บไว้ในสมองส่วนความจำระยะยาว ซึ่งเป็นที่เดียวกันกับที่สมองใช้เก็บทักษะต่างๆ เช่น การขี่จักรยาน (เป็นแล้วเป็นเลย ไม่ขี่มาสิบปี กลับมาขี่ก็ยังขี่ได้) การว่ายน้ำ

- ฝึกกับหนังย่อมได้ผลกว่าฝึกกับพวก audio ล้วน 
ลองนึกดูสิว่าเวลาดูละคร แฮปปี้มากๆ จำได้หมดเป็นฉาก เพราะเราดูทั้งภาพ ฟังทั้งเสียง เรามีความสุข แต่พอสอบเราอ่านๆ ไปสอบ ผ่านไป 1 วัน เราลืมหมดแล้ว เพราะเราเอาแต่ท่อง

...เวลาเลือกหนัง ก็ช่วยเลือกหนังที่มันมีประโยคพูดในชีวิตประจำวันสักหน่อยก็จะดี เพราะเราคงไม่ฝึกจากหนัง SWAT ยิงกันถล่มทะลายไม่พูดสักคำ หรือหนังคุณหมอ ที่วันๆ พูดศัพท์การแพทย์ เพราะนอกจากจะพาลไม่ได้ใช้ศัพท์แล้ว เราจะยังไม่เข้าใจอีกด้วย หรือจะฝึกจากการฟังข่าว ฟังเพลง ก็ได้ไม่ว่ากัน แต่เชื่อเถอะ มันยากกว่าดูหนัง เห็นภาพตามไปด้วยแน่นอน 

เพราะสเต็ปฝึกของเราเริ่มจาก ดูหนัง > ดูข่าว (เพื่อศัพท์ Advance) > แกะเนื้อเพลง 

- เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมทุกอย่างที่เป็นภาษาอังกฤษช่วยได้มากที่สุด

ลองคิดดูว่าทำไมคนไปอยู่ต่างประเทศนานๆ ถึงเป็นอังกฤษเร็วกว่า คนที่อยู่ไทยและเรียนภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะเขาแวดล้อมด้วยภาษาอังกฤษไง เขาต้องใช้ ต้องฟัง พูดทุกวัน มันก็คือการฝึกที่ดีที่สุด

ต่อไปนี้รถติด ฟังเพลงฝรั่ง ฟังจนติดหูจนร้องได้เองเลย แหกปากได้ตามใจชอบ กวาดบ้านถูบ้าน เปิดหนังฝรั่งทิ้งไว้ซิ ทำกับข้าว หั่นตับไปด้วย ล้อเลียนเสียงคนในทีวีไปด้วย อย่างงี้ยิ่งเป็นเร็วมากขึ้นกว่าเดิมอีก

ขอให้ทุกคนฝันเป็นภาษาอังกฤษนะคะ ^^

No comments:

Post a Comment