Like Father, Like Son (2013) - KJ's E V E R Y T H I N G

KJ's   E V E R Y T H I N G

A place where I collect the pieces of my memory.

Latest

Home Top Ad

Tuesday, December 3, 2013

Like Father, Like Son (2013)


Hirokazu Koreeda คือบุคคลที่ดูจะอินกับเด็กมาโดยตลอด แต่ก็ดูเหมือนจะทำหนังตลาด (ที่ดูแล้วไม่ง่วงนอน) ขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่า I Wish รอบ 2-3 ที่เอาแผ่นมาดูที่บ้าน วูบไปเป็นช่วงๆ ถ้าดูเรื่องนี้อีกรอบ และนอนไม่พอ ก็คาดว่าจะวูบได้เหมือนกัน

Like Father, Like Son เล่าเรื่องด้วยพล๊อตที่ถ้าเป็นละครไทย นี่คือน้ำเน่า ขั้น 4 (ไล่สเกล 1-5 5 คือขั้นสุด) โรงพยาบาลสลับเด็ก  สองครอบครัวต้องมาเจอปัญหาลูกสลับกัน ถามว่าพล๊อตแบบนี้เล่าได้อีกเยอะ มีเรื่องให้เล่นมากมาย ซึ่ง Koreeda เลือกที่จะเล่าเรื่องพ่อกับลูกตามชื่อเรื่อง
สิ่งที่ชอบในหนังญี่ปุ่นทุกๆ เรื่อง คือ ตัวนักแสดง (ไม่ได้ดูที่หล่ออย่างเดียวนะ ออกตัวไว้ก่อน) และตัวละครในเรื่อง  มันดูจริงใจ ดูเรียล ดูไม่ได้เล่น คาแรคเตอร์มันชัด เวลาทำหรือพูดอะไรมันดูเข้ากับคาแรคเตอร์ไปหมด ...และสิ่งที่เรื่องนี้เอาอยู่ คือ ตัวละคร

ในช่วงที่กำลังเบลอๆ อึนๆ ง่วงๆ ก็จะมีจังหวะการปล่อยมุข โยนความน่ารักของเด็กน้อย ความอบอุ่น และสไตล์การดำเนินชีวิตของครอบครัวที่แตกต่างกันเข้ามา ทำให้หัวเราะ ยิ้มตามได้เป็นพักๆ หรือช่วงดราม่าดาร์คๆ ก็ชอบการแสดงของตัวละคร ที่ค่อนข้างเป็นญี่ปุ่นสไตล์ (ถ้าละครไทยตัวละครคงตีอกชกหัว ฟูมฟายไปแล้ว ...ซึ่งไม่ได้ทำให้อินตามเล้ยยยย)

แต่การเล่าเรื่องของ Like Father, Like Son กลับทำให้อินตามได้ไม่เท่าตอน I Wish (พิสูจน์จากน้ำตาที่ไหลตอนดู....นี่คือหลักการส่วนตัว) การเลือกเล่าเรื่องพ่อไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามันน่าสนใจ หรืออินกับความเศร้าของพ่อได้มากขนาดนั้น เพราะปูเรื่องช่วงแรกมาได้เล่าเรื่องทั้งครอบครัว เลยออกจะไปสนใจแม่กับลูกในช่วงแรกมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าหากเล่าเป็นความทรมานของแม่บ้านในสังคมญี่ปุ่น ก็คงจะน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

ยิ่งช่วงกลางค่อนไปทางท้าย เริ่มดูนาฬิกาแล้ว ก็สงสัยนะว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อไป แต่เหมือนไม่โฟกัสแล้ว รู้สึกเรื่องมันหลุด แตะไปที่ตัวลูกนิด ตัวพ่อนิด ยิ่งมีสองครอบครัวมันยิ่งดูเฉลี่ยไปอีก เหมือนมันไม่ได้ให้เวลากับช่วงที่เกิดปัญหามากเท่าช่วงแรกที่เล่าชีวิตครอบครัว (หรือเราไม่มีสติเอง ควรไปว่าเขาไหม ผิดเองรึเปล่าบางที) จนท้ายๆ เรื่องนั่นแหละที่รู้สึกว่ากลับมาบิ้วอารมณ์ตามได้

คิดเอาเองว่า ถ้าเขาเล่าเรื่องพ่อ และเรื่องลูกของทั้งสองครอบครัวมากกว่านี้ ให้มันลึกชอนไช ตั้งใจดราม่า (หรือจริงๆ เขาอยากทำหนังใสใส แต่ฉันคาดหวังมากไปเอง) มากกว่าการบอกว่า พ่อก็เคยทำแบบนี้นะจ๊ะ อาจจะทำให้ชอบมากกว่านี้อีกนิด

แม้ว่าจะไม่ใช่ผลงานที่ชอบที่สุด ไม่ได้ประทับใจจนถึงกับต้องบอกต่อให้ไปดู หรือลุกขึ้นปรบมือให้ แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ง่วงน้อย  เล่าเรื่องบนพื้นฐานญี่ปุ่นสไตล์ (ทั้งดนตรี แสง สี มุมกล้อง ฟ้า 3 ส่วนในเฟรม) ได้โอเค ดูเด็กผู้ชายหน้าตาดีได้เพลินตาอีกเรื่องนึง

No comments:

Post a Comment